ผมคบแฟนมาได้ 6 ปี กำลังจะแต่งงานในอีกสองเดือน แต่ผมบอกเลิกกับเธอ และขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด

ผมเชื่อว่าในตัวตนของคนๆหนึ่ง สามารถมีโลกคู่ขนานเกิดขึ้นได้มากมายจากการตัดสินใจสำคัญในชีวิต

อนาคตอาจจะเปลี่ยนได้เสมอ ถ้าวันนั้นคุณเลือกเรียนมหาวิทยาลัยอีกแห่ง, ถ้าคุณไม่เลือกลงวิชานี้อาจจะไม่ได้เจอแฟน,ถ้าคุณไม่ได้สมัครงานที่นี่คุณอาจจะไปประสบความสำเร็จในธุรกิจ, ถ้าคุณเชื่อเพื่อนในวันนั้น อาจจะไม่ต้องล้มละลายเหมือนวันนี้ ฯลฯ 

การได้คบใครสักคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของโชคชะตาเช่นกัน ถ้าคนทั้งสองคนไม่มีความบังเอิญในชีวิตเกิดขึ้นแบบเหลือเชื่อ ไม่มีทางที่จะทำให้คนสองคนมาคบกันได้แน่นอน

 เอาแค่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่บังเอิญมาเอนท์ติดเชียงใหม่ บังเอิญเรียนคณะเดียวกัน และบังเอิญมาเช่าคอนโดตึกเดียวกัน บังเอิญโสดพร้อมกัน บังเอิญช่วงเวลานั้นมีเรื่องต้องเจอกันบ่อยแบบไม่คาดคิด ก็ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของชีวิตจริงๆ

 

ตอนที่ผมยังไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงจังเมื่อ  6 ปีที่แล้ว เธอพูดเหมือนแซวๆอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าหูผมอย่างแรงแต่ผมไม่ได้พูดอะไรตอบในตอนนั้น

ตอนส่งเธอเสร็จ ผมคิดในใจว่าจะเลิกจีบเธออีกต่อไป แต่โชคชะตาก็เล่นตลก เหมือนทำให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่าง ทำให้เธอโทรกลับมาหาผมด้วยข้อความสั้นๆว่า "โทรมาง้อ" นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้สึกดีกับเธอ และก็สานสัมพันธ์ต่อเรื่อยมา

ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้โทรมาพูดประโยคนั้น ผมก็คงไม่ได้ลงเอยกับเธอด้วยการเริ่มคบกัน 

 เราคบกันได้หกปี ก็ถือว่ามีช่วงเวลาที่ดีมากมาย มากจนเทียบไม่ได้กับเรื่องไม่ดี แต่ก็เสียดายที่ผมเป็นคนทิฐิและเธอก็รู้ว่าผมเป็นคนจริงจังกับชีวิต และคำพูด ความรักเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเปราะบางมากสำหรับคนอย่างผม 

เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมา สองมุมมองก็เกิดปะทะกันขึ้น ผมมองว่านี่คือเรื่องของคำมั่นสัญญาที่คนใช้ชีวิตคู่ต้องให้กันได้ และเราสัญญากันแล้ว ส่วนเธอและครอบครัวก็มองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย

อารมณ์ความรู้สึกผม ณ ตอนนั้นมันตีกลับ มันผิดหวัง เสียใจ บ้าคลั่ง เพราะผมไม่ได้เผื่อใจไว้สำหรับความรักครั้งต่อไปในชีวิตอีกแล้วหลังจากตัดสินใจขอเธอแต่งงานเมื่อ 2 ปีก่อน  

คนเราเหมือนมีเรื่องที่รับกันได้  99 เรื่องแล้ว แต่มีอยู่อีกเรื่องหนึ่งติดค้างในใจ สำหรับผมถ้าผมยอมให้เรื่องนั้น ผมก็ต้องทุกข์ไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน คนเราก็ร้อยพ่อพันแม่ ต่างจิตต่างใจ คนอื่นอาจจะรับได้ แต่สำหรับผมผมรับไม่ได้ คนเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น เรื่องที่ตกลงกันแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ความคิดเห็นของคนอื่นผมไม่สนใจ

และแล้ว ความรุนแรงก็ต้องจบด้วยความรุนแรง

เมื่อผมด่าว่ารุนแรง ทั้งๆที่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่อผิดสัญญาก็จะต้องโดนแบบนี้ แต่สำหรับผู้หญิงที่โดนบอกยกเลิกงานแต่งงานที่เตรียมการไปมากมายแล้ว ในอีกสองเดือนข้างหน้าเท่านั้น ผมรู้ว่าเธอต้องเจ็บปวดมาก แบบที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิต เพราะมันคือความฝันสูงสุดของผู้หญิงคนหนึ่งที่จะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่ดี 

แต่ผมกลับพังทลายมันไปต่อหน้า

ด้วยความที่ผมเป็นคนทิฐิ และเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นคนเริ่มผิดสัญญาก่อน ผมจึงไม่ยอมใดๆทั้งสิ้น

และเมื่อพ่อแม่เธอรู้เข้าก็แรงกลับมาเช่นกัน เขาโทรมาขอยกเลิกงานแต่งงานด้วยเช่นกัน เพราะทนไม่ได้ที่ลูกสาวตัวเองถูกด่ารุนแรงขนาดนี้ โดยที่ไม่พยายามจะเจรจาประนีประนอม หรือพยายามหาโอกาสให้เด็กๆได้พูดคุยกันเลย เหมือนพยายามจะรีบจบให้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน

อารรมณ์ผม ณ ตอนนั้นก็เรียกว่าฟิวส์ขาดเช่นกัน น้องสาวเธอโทรมาหาในเชิงเข้าข้างพี่สาวเขา ก็เลยโดนผมซัดกลับแบบไม่เลี้ยงทั้งบ้าน ด่าไปถึงว่า "ที่บ้านนี้สอนกันแบบนี้ใช่ไหม" สร้างความแค้นเคืองให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งน้องสาวเธอก็ตอบกลับมาเช่นกันว่า "ถือเป็นโชคดีมากๆ ของพี่สาวเขา ที่ไม่ต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต"

 บทบาทของแม่ผมที่แทรกเข้ามาระหว่างช่วงนั้น น่าสงสารมาก ขณะที่สองฝ่ายกำลังครุกรุ่น แม่ผมพยายามจะโทรหาเธอ แล้วไกล่เกลี่ย แต่ก็ถูกปฎิเสธและกีดกั้นโดยพ่อแม่เขาเช่นกัน และผมก็เป็นคนห้ามไม่ให้โทรไปด้วย ถือว่าน่าสงสารมาก ด้วยเจตนาดีที่อยากจะให้เด็กกลับมาคืนดีกัน แต่ว่าก็โดนกดดันจากทั้งสองฝ่าย 

ตอนนี้แม่ยังภาวนาให้เกิดปาฎิหารย์ขึ้นสำหรับผมและเธอ

แต่สำหรับผมแล้ว มันคงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน เพราะผมเป็นคนยึดมั่นในสิ่งที่พูดไปแล้ว

และถึงกลับมามันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรอยร้าวมันลามไปถึงสองครอบครัวแล้ว พ่อแม่ของเธอก็คงจะโกรธแค้นผมมากแน่นอน เพราะเขาเตรียมงานให้ใหญ่โตที่จังหวัดของเขา ตื่นเต้นและดีใจกับงานที่จะเกิดขึ้น ดีใจที่ลูกสาวเขาจะได้มีความสุข แต่ผมกลับทำให้ความรู้สึกทุกอย่างที่สั่งสมมาพังครืนในพริบตาเดียว ทั้งเสียหน้า และเจ็บปวดที่เห็นลูกสาวตัวเองทุกข์ทรมาน

 แต่ผมก็รู้ว่าผมเป็นคนเลวและอำมหิต ที่ไม่รู้สึกว่าทำผิดอะไรเลย ยึดถือสิ่งที่ผมกับเธอตกลงกันแล้วเท่านั้น คนอื่นจะว่ายังไงก็ไม่เกี่ยว เพราะพอเกี่ยวแล้วเรื่องมันก็จะบานปลายอย่างที่เห็น

ความรักมีหลายรูปแบบ ความรักของคนหนุ่มสาวไม่ใช่ความรักแบบพ่อแม่ที่มีต่อลูก ที่พร้อมจะอยู่ข้างลูกตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สุดท้ายแล้ว เราอาจจะคงไว้ได้แค่ความทรงจำดีๆที่มีต่อกัน แต่ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นของความเป็นเพื่อนหรือแฟนได้อีกต่อไป เพราะต่างฝ่ายต่างได้สร้างกำแพงสูงชันขึ้นมาในใจเรียบร้อยแล้ว

ผมก็ได้คุยกับพ่อและลุงที่ผมเคารพ ก็ได้ให้สติผมว่า อันดับแรกผมควรหยุดความโกรธแค้นและความรุนแรง และขอให้จบกันด้วยดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยคนก็เคยรักกันมาตั้ง 6 ปี ถึงเรื่องมันต้องจบ แต่มันสามารถจบได้สวยกว่านี้เยอะมาก "ถ้าผมมีสติกว่านี้"

ผมยอมรับความจริงข้อดีด้วยดี และนั่งคิดตั้งมั่นด้วยสติ

อาจจะมีตัวผมกับเธอในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งลงเอยด้วยการแต่งงาน หากในวันนั้นผมมีสติกว่านี้

ผมเลือกที่จะจบด้วยการขอยุติความรุนแรงทุกสิ่งที่อย่าง และจะไม่พูดอะไรให้เธอเสียหายกับใครทั้งสิ้น

ไม่ว่าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆของเธอจะด่าทอผมด้วยความโกรธแค้นใดๆก็ตาม ผมจะไม่ตอบโต้ใดๆ

 

เพราะอย่างน้อย การที่ผมจบลงด้วยการถูกมองว่าเป็นตัวเลวสำหรับพวกเขา ก็ถือว่าดีเหมือนกันที่ทำให้เธอหันมาเห็นความรักของคนรอบตัวของเธอ  ซึ่งมันยิ่งใหญ่กว่าความรักของผมกับเธอหลายร้อยหลายพันเท่า เป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ ที่จะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิต

แผลจากจิตใจเธอจะได้สมานโดยเร็ววัน และพร้อมเริ่มต้นกับชีวิตใหม่อีกครั้ง

สำหรับคนทิฐิแรงอย่างผมแล้ว ก็คงจะกลัวกับการมีความรักของตัวเองไปอีกนาน

แฟนคนแรกของผมเคยพูดว่า "อย่างผมรักใครไม่ได้หรอก" มันจริงจังเกินไป

ขอมุ่งมั่นใช้เวลาที่มีอยู่พยายามดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ตั้งใจทำงานต่อไป และพยายามห่างไกลจากชีวิตเธออย่างที่พ่อแม่เธอต้องการ

มันเป็นเรื่องน่าแปลกว่า บางครั้งคนที่เขารักเรา และเราก็รักเขามากๆ กลับไม่ได้สมหวังในความรัก  เพราะชีวิตจริงมันยิ่งกว่าในนิยาย ตอนจบมันเป็นไปได้ทุกรูปแบบ

 

 

ชีวิตก็เหมือนนาฬิกา ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น  ชีวิตของผมและเธอก็ต้องดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เส้นที่เคยบรรจบกันก็เปลี่ยนเป็นทางแยกเท่านั้นเอง ขออโหสิกรรมทุกอย่างกับทุกคนในครอบครัวของเธอ ถึงชาตินี้เขาจะไม่ให้อภัยผมก็ไม่เป็นไร และผมยินดีรับผลกรรมที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งที่ผมก่อไว้ในชาตินี้ทุกอย่าง หากผมจะต้องประสบเคราะห์กรรมใดๆ เพราะเป็นการตัดสินใจของผมเอง ส่วนผมก็ขอให้อภัยเธอทุกอย่างเช่นกัน เพราะเรื่องของเราเป็นเพียงแค่อดีตไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้น หรือคิดแค้นเคืองใดๆ 

ผมอยากเขียนระบายในนี้ เก็บไว้เป็นที่ระลึกของความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งที่เราเคยรักกัน และอยากจะบอกให้เขารู้ไว้ว่าความรักมันไม่มีวันหมดอายุหรอก มันแค่เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาเท่านั้นแหละ อย่างน้อยขอให้เก็บความทรงจำที่ดีร่วมกันไว้ก็พอแล้ว 

เวลานี้และตลอดไปผมรู้แต่เพียงว่า "เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดีทีสุดของผมตลอดไป"

ลาก่อน 

 


edit @ 19 Nov 2009 21:03:30 by Chin

edit @ 19 Nov 2009 21:59:27 by Chin

ใครอยากหาเงินได้ 1 ล้านบาทโดยลงทุนแค่พันเดียว?

 

        นอกจากลงทุนแค่พันเดียวแล้ว ยังไม่ต้องออกแรงอะไรด้วยครับ

วิธีการก็ง่ายแสนง่าย เล่นการพนันอะไรสักอย่างให้ชนะรวด 10 ตาเท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ผมมีเงินหนึ่งพันบาท แล้วเลือกที่จะรวยด้วยการพนันฟุตบอล

ผมทายถูก 1 คู่ ผมจะนำเงินที่ได้อีกหนึ่งพันบาท ไปสมทบเพื่อทายผลครั้งต่อไป

ดังนั้นผลกำไรที่ได้จะเป็นทวีคูณดังนี้

1000

2000

4000

8000

16000

32000

64000

128000

256000

512000 และ

1024000

      ง่ายไหมครับ แค่ทายถูกติดกันสิบครั้งเท่านั้นเอง

      เพราะหลายคนคิดง่ายๆแบบนั้น ทำให้คนไทยหลายคนยังมัวเมากับการพนันแบบถอนตัวไม่ขึ้น โดยที่ลืมคิดไปว่าหากพลาดครั้งเดียว ทุกสิ่งที่สะสมมาย่อมหายไปในพริบตาเช่นเดียวกัน

      นักพนันส่วนใหญ่ มักจะเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ชนะในเกมส์ แต่เพราะความไม่รู้จักพอ ทำให้ไม่ยอมออกจากเกมส์ เมื่อแพ้ขึ้นมาก็สูญเสียไปหมดทุกอย่าง เลยหน้ามืดลงทุนแบบบ้าคลั่งเพื่อจะเอาคืน

      ตอนจบนอกจากหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ยังต้องเป็นหนี้นอกระบบเข้าไปอีก

      ผมจึงไม่เคยเชื่อหมอดูที่ว่า แม่นนักแม่นหนา ก็ไม่เห็นมีใครเคยทายแชมป์ฟุตบอลโลกถูกติดกันสองครั้งเลย ขนาดความน่าจะเป็นมีแค่ 1 ใน 32 ทีมเท่านั้น

      หรือมีหมอดูคนไหนกล้าทายผลล่วงหน้าสัก 5 คู่ให้ผมดูหน่อยเถอะ ไม่ต้องบอกผมล่วงหน้า เขียนใส่จดหมายปิดผนึกไว้ หาพยานมาเก็บให้มิดชิด แล้วพอการแข่งขันจบสิ้นค่อยเปิดมาดูหน่อย ว่าจะตรงทั้งหมดไหม ซึ่งความเป็นจริงคนที่เรียกว่าหมอดูที่มีความแม่นขั้นสุดยอด ไม่ว่าจะเป็นตาทิพย์ สแกนกรรม คอนเฟิร์ม ฯลฯ ทั้งหลาย ควรจะทายถูกทั้งหมดด้วย เพราะผลมันมีแค่สามอย่างเท่านั้นคือ แพ้ ชนะ และเสมอ ง่ายยิ่งกว่าทายชีวิตคนล่วงหน้าเป็นสิบๆปี หรือมองย้อนหลังไปถึงชาติปางก่อนของแต่ละคน

      ถ้ามีหมอดูคนไหนกล้ารับคำท้า แล้วออกสื่อเป็นพยานล่ะก็ พอเขาทำนายถูกขึ้นมาจะเป็นยิ่งกว่าอภิมหาหมอดู จะดังยิ่งกว่าหมอดูคนไหนๆ ผมจะยอมกราบตีนให้เลยถ้ามีหมอดูคนไหนทายถูกได้ตามนั้นจริงๆ เขาจะเป็นเป็นยิ่งกว่าหมอดูฟันธงว่าท้อง คอนเฟิร์มว่ากราบตีน หรือตาทิพย์เห็นสว่างกับมืด แต่พอไม่รู้ก็บอกเห็นเบลอๆ (เฮ้อ)

      ธงชัย ประสงค์สันติ นักร้องสามโทน และปัจจุบันเป็นผู้กำกับ และเจ้าของบริษัทคำพอดี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Volume ว่า สมัยเขายังเด็ก พ่อเขาเผลอยกลอตเตอรี่ให้เพื่อน และเผอิญว่าใบนั้นมันถูกรางวัลที่หนึ่งขึ้นมา

       ตอนนั้นเหมือนชีวิตทั้งชีวิตสูญสลาย ความหวังที่จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมลายหายไปต่อหน้า ชีวิตต้องพลิกพลันหลายรอบ กว่าจะสามารถเข้าวงการบันเทิงได้

       ทุกวันนี้ธงชัยบอกว่า ต้องขอบคุณที่พ่อเขาไม่ได้ถูกรางวัลที่หนึ่งในวันนั้น เพราะถ้าวันนั้นถูกหวย วันนี้อาจจะไม่มีผู้ชายชื่อธงชัย ประสงค์สันติ อาจจะไม่มีนักร้อง นักแสดง และผู้กำกับที่มีคุณภาพประดับวงการบันเทิงไทย 

       การมีความหวังเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่การหวังรวยทางลัด ง่ายๆไม่ลงทุนอะไร ถึงคุณจะได้มันมา แต่ก็จะไม่มีความสามารถที่เก็บรักษาไว้ หรือทำให้งอกเงยได้เลย เพราะเงินที่ได้มาจากอบายมุขทั้งหลายเป็นเงินร้อน ผมเชื่อว่ามันเป็นเงินที่มีคำสาปแช่งไว้มากมายอยู่ในนั้น  แม้ว่าคุณได้มันมาแป๊บเดียว แต่คุณจะใช้หมดไปมากกว่าจำนวนที่คุณได้รับมาทั้งนั้น

      มีใครถูกหวย หรือแทงบอลถูกสัก 3000 บาท แล้วเลิกไม่ยุ่งกับการพนัน เอาเงินไปใช้ลงทุนอะไรให้เกิดประโยชน์งอกเงยบ้างหรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบคือไม่มีเลยสักคน แล้วสุดท้ายถ้าหยุดตัวเองไม่ได้ ก็ต้องมานั่งเสียใจในความโลภของตัวเองทุกคน   

      ผมเชื่อว่าเส้นทางรวยด้วยการพนันนั้นไม่ยั่งยืน และโอกาสยากมากที่จะเกิดขึ้นได้ ส่วนการทำธุรกิจที่ไม่สุจริตแล้วร่ำรวยเร็วนั้น ผมก็เชื่อในเวรกรรมเช่นกันว่ามันจะทำงานอย่างยุติธรรม สำหรับคนที่ทำดีและทำชั่ว 

      หากทุกคนเลือกได้ คงเลือกรวยด้วยความสุจริต เสียภาษีถูกต้อง และไม่ทำธุรกิจที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับสังคม และสิ่งแวดล้อม 

      บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้ บางคนก็ต้องหาเช้ากินค่ำ แต่อย่างน้อยถ้าเรายึดหนทางแห่งความสุจริต ถึงจะไม่ร่ำรวย แต่ผมเชื่อว่าเราจะไม่อดตายแน่นอน

 

 

 

 

edit @ 9 Nov 2009 01:16:45 by Chin

 

หนังโดนใจผมในรอบหลายๆปี แม้ว่าผมจะมีแฟนแล้ว และกำลังจะแต่งงาน แต่เนื้อเรื่องมันทำให้ผมรู้สึกว่าความรักมันอาจจะเกิดจากเรื่องบังเอิญก็ได้ หรือเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่องเกิดขึ้นหลายๆอย่าง ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อกันและกัน

 

หากลองย้อนดูที่มาที่ไปของคนรอบตัวที่มีแฟนแล้ว กว่าจะมาคบเป็นแฟนกันได้ มันต้องมีที่มาที่ไป ณ ช่วงเวลานั้นที่เอื้อหนุนให้ได้รู้จักกัน และสนิทกันจนก่อเกิดเป็นความรัก

 

สารพัดสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เราได้รู้จักกัน เช่น เป็นเพื่อนของเพื่อน, ทำงานที่เดียวกัน,  กลับบ้านทางเดียวกัน,  เล่นอินเทอร์เนตแล้วเจอกัน, ได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน,  บ้านอยู่ใกล้กัน, หรือแม้แต่บังเอิญมาเจอกัน

 

ไหนจะมีมีสารพัดบังเอิญที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีใจให้ โดยไม่มีเหตุผล แต่อะไรบ้าๆบอๆที่เราทำทุกวัน กลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้นกับเราทุกวันๆ จนเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก

 

เรื่องราวของเหมยลี่จึงโดนใจสาวหลายๆคน ที่อยากจะอยากจะมีโชคชะตาให้ได้รู้จักผู้ชายในอุดมคติโดยบังเอิญ แล้วสวรรค์ก็เป็นใจให้ได้มีโอกาสพบกันอยู่เรื่อยๆ ทำให้สามารถสานสัมพันธ์กันได้โดยไม่เขอะเขิน

 

ลุงมีโอกาสได้เจอเหม่ยลี่บ่อยๆ เริ่มต้นจากความบังเอิญของฝ่ายชาย และอาจจะเป็นความตั้งใจของฝ่ายหญิงด้วย ทำให้ฝ่ายชายเริ่มรับรู้ความรู้สึกของเหม่ยลี่ได้ทีละเล็กทีละน้อย ทั้งเรื่องซื้อแว่นให้ใหม่ เขียนเบอร์โทร และการพยายามไปซ่อมโน้ตบุ๊คให้ถึงสว่าง

 

ความรู้สึกที่มีอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป อยากจะเปิดใจลองคบดู แต่ก็รู้ทั้งรู้ว่าถ้าได้คบกันขึ้นมา ก็ต้องห่างกันอยู่ดี

"แต่ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีอะไรห้ามได้"

 

มนุษย์ทุกคนอยู่ได้ด้วยความหวัง และความรักที่สวยงามก็เป็นความฝันของชายและหญิง

มันเป็นสิ่งเติมเต็มโลกในสวยงาม ทำให้เรามีพลังใจที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกภายนอก 

เหมือนชีวิตของเหม่ยลี่หลังเจอกับลุงนั้น 

หนังเปรียบให้เห็นว่า แม้เธอจะต้องใช้วิถีชีวิตแบบเดิมๆ คือรถติด เบียดกันบนรถสองแถว แถมต้องซ้อนมอเตอร์ไซด์  แต่ความรักทำให้เหม่ยลี่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

 

"คนเรา ไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะเป็นแฟนกันได้ไง"

คำพูดที่เต็มไปด้วยความผิดหวังในตัวลุง เพราะการรอคอยผู้ชายสักคนมา 30 ปี เพื่อมาเป็นแฟนคนแรก แต่ไม่สามารถคบกันแบบที่คู่รักทั่วไปเขาไปไหนมาไหน ด้วยกันได้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เหม่ยลี่โหยหามาตลอดชีวิต

 

"แม้ไม่หวังแล้ว แต่ก็ยังหวังอยู่"

 

คือสัจธรรมของมนุษย์ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรัก ความฝัน และความหวัง

ถึงจะบอกเลิกกับลุงไป แต่ในใจลึกๆของเธอย่อมอยากจะเจอลุงอีกสักครั้งตราบใดความรู้สึกดีๆนั้น มันยังเอ่อล้นอยู่ในใจเสมอมา

 

แม้จะผ่านไปสองปี แต่ในใจของทั้งสองคนย่อมคาดหวังที่จะได้เจอกันอีกสักครั้ง

           ไม่ว่าจะเจอกันในฐานะอะไรก็ตาม

 

และสุดท้ายความบังเอิญก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งกับความรักของทั้งสองคน

เมื่อโชคชะตาจะทำให้คนเราได้รักกัน ย่อมทำงานให้ลุงและเหม่ยลี่กลับมาเจอกันอีกครั้งบนรถไฟฟ้า เพื่อให้ความรู้สึกก้นบึ้งในใจของทั้งคู่ทำงานต่อ  และสุดท้ายถ้าสองคนนี้เกิดคบใครในระหว่างสองปีที่ผ่านมา หรือออฟฟิศเหม่ยลี่ไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า

บทสรุปคงไม่ใช่อย่างที่เห็น

 

คนเราจะได้คบกัน มันย่อมมีเหตุบังเอิญทำให้ได้รู้จักและก่อเกิดเป็นความรัก

ทำให้เราได้เรียนรู้กันและกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

สำหรับชีวิตจริง นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคู่รักทั่วไปเท่านั้น

บทสรุปในชีวิตจริงจะเป็นอย่างไรนั้น มีเพียงตัวเราเองที่รู้

 

edit @ 7 Nov 2009 03:38:23 by Chin

edit @ 7 Nov 2009 03:38:46 by Chin

edit @ 7 Nov 2009 03:44:02 by Chin

edit @ 7 Nov 2009 03:44:53 by Chin