เมื่อวันที่ขอเลิกกับแฟนและยกเลิกงานแต่งงาน
posted on 19 Nov 2009 18:45 by assuming in Diaryผมคบแฟนมาได้ 6 ปี กำลังจะแต่งงานในอีกสองเดือน แต่ผมบอกเลิกกับเธอ และขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด
ผมเชื่อว่าในตัวตนของคนๆหนึ่ง สามารถมีโลกคู่ขนานเกิดขึ้นได้มากมายจากการตัดสินใจสำคัญในชีวิต
อนาคตอาจจะเปลี่ยนได้เสมอ ถ้าวันนั้นคุณเลือกเรียนมหาวิทยาลัยอีกแห่ง, ถ้าคุณไม่เลือกลงวิชานี้อาจจะไม่ได้เจอแฟน,ถ้าคุณไม่ได้สมัครงานที่นี่คุณอาจจะไปประสบความสำเร็จในธุรกิจ, ถ้าคุณเชื่อเพื่อนในวันนั้น อาจจะไม่ต้องล้มละลายเหมือนวันนี้ ฯลฯ
การได้คบใครสักคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของโชคชะตาเช่นกัน ถ้าคนทั้งสองคนไม่มีความบังเอิญในชีวิตเกิดขึ้นแบบเหลือเชื่อ ไม่มีทางที่จะทำให้คนสองคนมาคบกันได้แน่นอน
เอาแค่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่บังเอิญมาเอนท์ติดเชียงใหม่ บังเอิญเรียนคณะเดียวกัน และบังเอิญมาเช่าคอนโดตึกเดียวกัน บังเอิญโสดพร้อมกัน บังเอิญช่วงเวลานั้นมีเรื่องต้องเจอกันบ่อยแบบไม่คาดคิด ก็ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของชีวิตจริงๆ
ตอนที่ผมยังไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงจังเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เธอพูดเหมือนแซวๆอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าหูผมอย่างแรงแต่ผมไม่ได้พูดอะไรตอบในตอนนั้น
ตอนส่งเธอเสร็จ ผมคิดในใจว่าจะเลิกจีบเธออีกต่อไป แต่โชคชะตาก็เล่นตลก เหมือนทำให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่าง ทำให้เธอโทรกลับมาหาผมด้วยข้อความสั้นๆว่า "โทรมาง้อ" นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้สึกดีกับเธอ และก็สานสัมพันธ์ต่อเรื่อยมา
ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้โทรมาพูดประโยคนั้น ผมก็คงไม่ได้ลงเอยกับเธอด้วยการเริ่มคบกัน
เราคบกันได้หกปี ก็ถือว่ามีช่วงเวลาที่ดีมากมาย มากจนเทียบไม่ได้กับเรื่องไม่ดี แต่ก็เสียดายที่ผมเป็นคนทิฐิและเธอก็รู้ว่าผมเป็นคนจริงจังกับชีวิต และคำพูด ความรักเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเปราะบางมากสำหรับคนอย่างผม
เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมา สองมุมมองก็เกิดปะทะกันขึ้น ผมมองว่านี่คือเรื่องของคำมั่นสัญญาที่คนใช้ชีวิตคู่ต้องให้กันได้ และเราสัญญากันแล้ว ส่วนเธอและครอบครัวก็มองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย
อารมณ์ความรู้สึกผม ณ ตอนนั้นมันตีกลับ มันผิดหวัง เสียใจ บ้าคลั่ง เพราะผมไม่ได้เผื่อใจไว้สำหรับความรักครั้งต่อไปในชีวิตอีกแล้วหลังจากตัดสินใจขอเธอแต่งงานเมื่อ 2 ปีก่อน
คนเราเหมือนมีเรื่องที่รับกันได้ 99 เรื่องแล้ว แต่มีอยู่อีกเรื่องหนึ่งติดค้างในใจ สำหรับผมถ้าผมยอมให้เรื่องนั้น ผมก็ต้องทุกข์ไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน คนเราก็ร้อยพ่อพันแม่ ต่างจิตต่างใจ คนอื่นอาจจะรับได้ แต่สำหรับผมผมรับไม่ได้ คนเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น เรื่องที่ตกลงกันแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ความคิดเห็นของคนอื่นผมไม่สนใจ
และแล้ว ความรุนแรงก็ต้องจบด้วยความรุนแรง
เมื่อผมด่าว่ารุนแรง ทั้งๆที่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่อผิดสัญญาก็จะต้องโดนแบบนี้ แต่สำหรับผู้หญิงที่โดนบอกยกเลิกงานแต่งงานที่เตรียมการไปมากมายแล้ว ในอีกสองเดือนข้างหน้าเท่านั้น ผมรู้ว่าเธอต้องเจ็บปวดมาก แบบที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิต เพราะมันคือความฝันสูงสุดของผู้หญิงคนหนึ่งที่จะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่ดี
แต่ผมกลับพังทลายมันไปต่อหน้า
ด้วยความที่ผมเป็นคนทิฐิ และเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นคนเริ่มผิดสัญญาก่อน ผมจึงไม่ยอมใดๆทั้งสิ้น
และเมื่อพ่อแม่เธอรู้เข้าก็แรงกลับมาเช่นกัน เขาโทรมาขอยกเลิกงานแต่งงานด้วยเช่นกัน เพราะทนไม่ได้ที่ลูกสาวตัวเองถูกด่ารุนแรงขนาดนี้ โดยที่ไม่พยายามจะเจรจาประนีประนอม หรือพยายามหาโอกาสให้เด็กๆได้พูดคุยกันเลย เหมือนพยายามจะรีบจบให้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน
อารรมณ์ผม ณ ตอนนั้นก็เรียกว่าฟิวส์ขาดเช่นกัน น้องสาวเธอโทรมาหาในเชิงเข้าข้างพี่สาวเขา ก็เลยโดนผมซัดกลับแบบไม่เลี้ยงทั้งบ้าน ด่าไปถึงว่า "ที่บ้านนี้สอนกันแบบนี้ใช่ไหม" สร้างความแค้นเคืองให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งน้องสาวเธอก็ตอบกลับมาเช่นกันว่า "ถือเป็นโชคดีมากๆ ของพี่สาวเขา ที่ไม่ต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต"
บทบาทของแม่ผมที่แทรกเข้ามาระหว่างช่วงนั้น น่าสงสารมาก ขณะที่สองฝ่ายกำลังครุกรุ่น แม่ผมพยายามจะโทรหาเธอ แล้วไกล่เกลี่ย แต่ก็ถูกปฎิเสธและกีดกั้นโดยพ่อแม่เขาเช่นกัน และผมก็เป็นคนห้ามไม่ให้โทรไปด้วย ถือว่าน่าสงสารมาก ด้วยเจตนาดีที่อยากจะให้เด็กกลับมาคืนดีกัน แต่ว่าก็โดนกดดันจากทั้งสองฝ่าย
ตอนนี้แม่ยังภาวนาให้เกิดปาฎิหารย์ขึ้นสำหรับผมและเธอ
แต่สำหรับผมแล้ว มันคงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน เพราะผมเป็นคนยึดมั่นในสิ่งที่พูดไปแล้ว
และถึงกลับมามันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรอยร้าวมันลามไปถึงสองครอบครัวแล้ว พ่อแม่ของเธอก็คงจะโกรธแค้นผมมากแน่นอน เพราะเขาเตรียมงานให้ใหญ่โตที่จังหวัดของเขา ตื่นเต้นและดีใจกับงานที่จะเกิดขึ้น ดีใจที่ลูกสาวเขาจะได้มีความสุข แต่ผมกลับทำให้ความรู้สึกทุกอย่างที่สั่งสมมาพังครืนในพริบตาเดียว ทั้งเสียหน้า และเจ็บปวดที่เห็นลูกสาวตัวเองทุกข์ทรมาน
แต่ผมก็รู้ว่าผมเป็นคนเลวและอำมหิต ที่ไม่รู้สึกว่าทำผิดอะไรเลย ยึดถือสิ่งที่ผมกับเธอตกลงกันแล้วเท่านั้น คนอื่นจะว่ายังไงก็ไม่เกี่ยว เพราะพอเกี่ยวแล้วเรื่องมันก็จะบานปลายอย่างที่เห็น
ความรักมีหลายรูปแบบ ความรักของคนหนุ่มสาวไม่ใช่ความรักแบบพ่อแม่ที่มีต่อลูก ที่พร้อมจะอยู่ข้างลูกตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สุดท้ายแล้ว เราอาจจะคงไว้ได้แค่ความทรงจำดีๆที่มีต่อกัน แต่ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นของความเป็นเพื่อนหรือแฟนได้อีกต่อไป เพราะต่างฝ่ายต่างได้สร้างกำแพงสูงชันขึ้นมาในใจเรียบร้อยแล้ว
ผมก็ได้คุยกับพ่อและลุงที่ผมเคารพ ก็ได้ให้สติผมว่า อันดับแรกผมควรหยุดความโกรธแค้นและความรุนแรง และขอให้จบกันด้วยดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยคนก็เคยรักกันมาตั้ง 6 ปี ถึงเรื่องมันต้องจบ แต่มันสามารถจบได้สวยกว่านี้เยอะมาก "ถ้าผมมีสติกว่านี้"
ผมยอมรับความจริงข้อดีด้วยดี และนั่งคิดตั้งมั่นด้วยสติ
อาจจะมีตัวผมกับเธอในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งลงเอยด้วยการแต่งงาน หากในวันนั้นผมมีสติกว่านี้
ผมเลือกที่จะจบด้วยการขอยุติความรุนแรงทุกสิ่งที่อย่าง และจะไม่พูดอะไรให้เธอเสียหายกับใครทั้งสิ้น
ไม่ว่าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆของเธอจะด่าทอผมด้วยความโกรธแค้นใดๆก็ตาม ผมจะไม่ตอบโต้ใดๆ
เพราะอย่างน้อย การที่ผมจบลงด้วยการถูกมองว่าเป็นตัวเลวสำหรับพวกเขา ก็ถือว่าดีเหมือนกันที่ทำให้เธอหันมาเห็นความรักของคนรอบตัวของเธอ ซึ่งมันยิ่งใหญ่กว่าความรักของผมกับเธอหลายร้อยหลายพันเท่า เป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ ที่จะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิต
แผลจากจิตใจเธอจะได้สมานโดยเร็ววัน และพร้อมเริ่มต้นกับชีวิตใหม่อีกครั้ง
สำหรับคนทิฐิแรงอย่างผมแล้ว ก็คงจะกลัวกับการมีความรักของตัวเองไปอีกนาน
แฟนคนแรกของผมเคยพูดว่า "อย่างผมรักใครไม่ได้หรอก" มันจริงจังเกินไป
ขอมุ่งมั่นใช้เวลาที่มีอยู่พยายามดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ตั้งใจทำงานต่อไป และพยายามห่างไกลจากชีวิตเธออย่างที่พ่อแม่เธอต้องการ
มันเป็นเรื่องน่าแปลกว่า บางครั้งคนที่เขารักเรา และเราก็รักเขามากๆ กลับไม่ได้สมหวังในความรัก เพราะชีวิตจริงมันยิ่งกว่าในนิยาย ตอนจบมันเป็นไปได้ทุกรูปแบบ
ชีวิตก็เหมือนนาฬิกา ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ชีวิตของผมและเธอก็ต้องดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เส้นที่เคยบรรจบกันก็เปลี่ยนเป็นทางแยกเท่านั้นเอง ขออโหสิกรรมทุกอย่างกับทุกคนในครอบครัวของเธอ ถึงชาตินี้เขาจะไม่ให้อภัยผมก็ไม่เป็นไร และผมยินดีรับผลกรรมที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งที่ผมก่อไว้ในชาตินี้ทุกอย่าง หากผมจะต้องประสบเคราะห์กรรมใดๆ เพราะเป็นการตัดสินใจของผมเอง ส่วนผมก็ขอให้อภัยเธอทุกอย่างเช่นกัน เพราะเรื่องของเราเป็นเพียงแค่อดีตไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้น หรือคิดแค้นเคืองใดๆ
ผมอยากเขียนระบายในนี้ เก็บไว้เป็นที่ระลึกของความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งที่เราเคยรักกัน และอยากจะบอกให้เขารู้ไว้ว่าความรักมันไม่มีวันหมดอายุหรอก มันแค่เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาเท่านั้นแหละ อย่างน้อยขอให้เก็บความทรงจำที่ดีร่วมกันไว้ก็พอแล้ว
เวลานี้และตลอดไปผมรู้แต่เพียงว่า "เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดีทีสุดของผมตลอดไป"
ลาก่อน
edit @ 19 Nov 2009 21:03:30 by Chin
edit @ 19 Nov 2009 21:59:27 by Chin