ตอนที่ 2 โน้ต-อุดม ดังจริง แต่ไม่รวยสักที

 

โน้ต อุดมแต้พานิช เจ้าพ่อOne Stand Up Comedy หมายเลขหนึ่งของเมืองไทย ตอนที่ทำ “เดี่ยวไมโครโฟน 1” ถือว่าเปลี่ยนโฉมของการฟังความบันเทิงอย่างแท้จริง แต่ก่อนเราจะมีเจ้าพ่อทอล์คโชว์อย่างอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ อาจารย์สุขุม นวลสกุล ฯลฯ แต่มีกลุ่มผู้ฟังเฉพาะเจาะจง ไม่อาจจะขยายฐานออกไปในระดับMassได้  และก็ต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลา คงสถานะไว้ในฐานะอาจารย์ผู้ฝึกสอนแทน

 

แต่โน้ต อุดมสร้างปรากฎการณ์ในการโชว์ของเขา เพราะเขาไม่ได้แค่พูดอย่างเดียว แต่มีการเคลื่อนไหว ลีลา จังหวะ ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ติดกับรูปแบบที่เป็นทางการเหมือนนักพูดทั่วไป ทำให้การโชว์ของเขาเป็น “ศิลปะ” ทางการแสดงที่โดนใจคนส่วนใหญ่  

 

อีกทั้งโน้ตอุดมยังเริ่มต้นในวัยหลักยี่สิบ เรื่องที่เกี่ยวกับเขาคือเรื่องใกล้ตัวอย่างวงการบันเทิง ยิ่งทำให้เนื้อหาที่นำเสนอเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งวัยรุ่น และกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งสามารถกระจายความ “ดัง” ของโน้ตอุดมได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการบอกต่อแบบต่อปาก( Word of Mouth)

 

พอดังแล้ว หนังสือที่เคยเขียนไว้เล่นๆ อย่าง “โทษฐานที่รู้จักกัน” ก็ขายดี ออกหนังสือเล่มใหม่ๆคนก็ติดตามอ่าน พิมพ์ซ้ำเป็นสิบรอบ วีดีโอเดี่ยวไมโครโฟนก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ออกเดี่ยว 2 เดี่ยว 3 มาก็มีแต่ต้องเพิ่มจำนวนรอบมากขึ้นเรื่อยๆ  เป็นยุคทองของโน้ตอย่างแท้จริง นายอุดม แต้พานิช ควรจะเป็นเศรษฐีร้อยล้านในยุคก่อนปี 40 ได้ไม่ยาก

แต่ทำไมโน้ตถึงไม่เหลืออะไรเลย จากผลงานที่ออกมามากมายในช่วง 5 ปีแรก

เพราะโดนเพื่อนโกงนั่นเอง

 

โน้ตเป็นคนที่ทำธุรกิจไม่เป็น แต่ไว้ใจเพื่อน มองโลกนี้อย่างสวยงามในตอนแรก โน้ตเคยกล่าวไว้ในหนังสือ NOTE BOOK ซึ่งเป็นไดอารี่ส่วนตัวว่า ให้พี่คนหนึ่งเป็นคนดูแลเรื่องพิมพ์หนังสือและจัดจำหน่ายให้ ถึงเวลาเขาก็เอาเงินมาให้ และเขียนกระดาษกันให้ดูแผ่นหนึ่งว่าพิมพ์ไปกี่เล่ม และได้เงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ให้โน้ตดู

 

เชื่อใจกันง่ายๆแบบนั้น หารู้ไม่ว่าหายนะจากคนรอบตัวกำลังจะมาเยือน

 

คนที่ดูแลเรื่องผลงานของโน้ต โกงเงินไปไม่คืน ด้วยเหตุผลส่วนตัวของเขา แต่มันก็ทำให้โน้ตไม่พูดคุยกับเพื่อนคนนี้ตลอดกาล และเริ่มมองผู้คนที่เข้ามารอบตัวเปลี่ยนไป ระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังโดนขโมยขึ้นมาอยู่เป็นประจำ ซึ่งก็คงต้องเป็น “คนใน” เท่านั้นที่จะสามารถทำการอุกอาจได้ในสถานที่เดิมโดยไม่หวั่นเกรงอันตราย

 

นอกจากชื่อเสียงที่มากขึ้น ชีวิตที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่ตามติดโน้ตมาเป็นเงาตามตัวก็คือ “ความติสต์” หมายถึงทำอะไรตามใจKUเป็นหลัก โน้ต อุดมไปเที่ยวไหนก็มีแต่คนอยากเข้ามาคุยด้วย เรื่องสาวๆไม่ต้องพูดถึง ผับไหนที่โน้ตไปเที่ยวมีแต่สาวๆมารุมโต๊ะนั้น ในยุคนั้นยังใช้เพจเจอร์กันอยู่ และมือถือก็ยังไม่มีกล้อง คนดังจะทำอะไรก็ไม่ต้องระวังตัวให้มากเหมือนสมัยนี้

 

ถ้าไม่นับเรื่องเงินทองที่พลาดไปบ้าง เพราะความประมาท และไม่มีความสามารถในการบริหารเงินจำนวนมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องการงาน และชีวิตส่วนตัวโน้ต อุดมก็อยู่ในจุดสูงสุดที่ใครๆก็อยากจะร่วมงานด้วย

 

ท่านมุ้ยยอมควักเงินเป็นค่าตัวโน้ตสำหรับหนังเรื่อง “กล่อง” เป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาทถ้วน ซึ่งนับว่ามหาศาลมากในยุคก่อนปี40 ตอนนั้นทองคำยังราคาแค่บาทละประมาณ 4000 บาทเท่านั้นเอง ถึงหนังจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่โน้ตก็ได้รับการจารึกว่าเป็นดาราไทยที่มีค่าตัว “แพงที่สุด” สำหรับการเล่นภาพยนตร์ในยุคนั้น จากการเล่นหนังแค่เรื่องเดียว แถมยังได้เล่นกับนางแบบที่ฮอตที่สุดใน พ.ศ. นั้นอย่างลูกเกด เมทินีด้วย

 

ชีวิตส่วนตัวก็เคยมีแฟนเป็นอดีตนางสาวไทยปี2540อย่างน้องป๊อป อารียา และไปวิ่งจ๊อกกิ้งที่เชียงใหม่ด้วยกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะเลิกรากันไป ถ้าโน้ต อุดมเป็นเพียงคนธรรมดา ก็น่าคิดว่าจะสามารถมีแฟนสวยระดับนางงามได้หรือเปล่า โน้ตในตอนนั้นอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ไม่หล่อ แต่เลือกได้”

 

ความสนุกของโน้ต อุดมเริ่มลดลงจากเดี่ยว 4 ที่เริ่มเอาโชว์อะไรมาประกอบจนล้นเกินไป โน้ตจึงเว้นวรรคไปคิดมุกเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่หลายปี จนกลับมาสร้างชื่อใหม่ได้จากเดี่ยว 5 ซึ่งทุกคนยังจดจำลีลาการพากย์หนังล้อเลียนการเมือง เรื่องจัดระเบียบสังคมในตอนนั้นได้ดี

 

เดี่ยว 6 ตามมาติดๆในปีถัดมา และอาจจะด้วยความเร่งรีบ และไม่มีเวลาบ่มเพาะมุกให้เพียงพอ ก่อนเดี่ยวจะเริ่ม โน้ตหมดมุกจนต้องไปญี่ปุ่นเพื่อเปิดหูเปิดตา จนเป็นที่มาชื่อโชว์ว่า “ตูดหมึก” หลังจากจบโชว์สุดท้ายที่เชียงใหม่ โน้ตประกาศบนเวทีว่าขอพักจากการเดี่ยวไมโครโฟนไป 5 ปี แล้วจะกลับมาใหม่

 

โน้ตกลับมาอีกครั้งตามสัญญา ในเดี่ยว 7 และไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง โน้ตได้รับเชิญให้ไปเปิดเดี่ยวที่ต่างประเทศ แต่ด้วยความติสต์แตก ทำให้ต้องมีเรื่องกับผู้จัดที่อเมริกาจนได้ เป็นคดีฟ้องร้องกัน เพราะว่าโน้ต อุดมไปพูดในรายการตีสิบว่าโดนเบี้ยวค่าตัว

 

ทำให้ผู้จัดโกรธ เพราะโน้ต อุดมเล่าความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว และสร้างเงื่อนไขมากมายก่อนการเดินทางไป เช่นบังคับว่าต้องเอาพี่ปั่นไพบูลย์ เกียรติเขียวแก้วไปด้วย ต้องมีสินเจริญอีก 3 คน และอีก 3 คนที่คอยตีฉิ่งฉาบในดนตรี “ฉ่อย” ในเดี่ยว 8 ตลอดทริปทีมงานต้องเอือมกับโปรแกรมที่เปลี่ยนทุกวันตามอารมณ์ของก๊วนเพื่อนโน้ตตลอดเวลา

 

โน้ต อุดมเล่าในเดี่ยว8 ล้อเลียนถึงการขอวีซ่าในอเมริกา แต่ความเป็นจริงทีมผู้จัดจ่ายค่าบริการวีซ่าแบบพิเศษ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกคนละหมื่นกว่าบาท ทำให้การขอวีซ่ามีความสะดวกและรวดเร็วกว่าปกติ

 

โน้ตอุดมเล่าให้รายการตีสิบว่า ต้องโดนบังคับนั่งรถข้ามรัฐ ทั้งๆที่ทีมงานจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่พอไปถึงโน้ตขอเปลี่ยนเอง โดยให้เหตุผลว่าอยากจะไปแบบชิวๆ ดูวิวอเมริกาไปเรื่อยๆ

 

โน้ตอุดม ขึ้นเวทีตอนเที่ยงคืน ทั้งที่การแสดงตามกำหนดเริ่ม 4 ทุ่ม ทั้งที่นัดกันอย่างดีแต่ก๊วนเพื่อนโน้ตกลับไปเที่ยวเล่น ชอปปิ้งกันจนไม่สนเวลาที่แสดง

 

ผู้จัดก็อาจจะแกล้งโน้ต ที่เบี้ยวค่าตัวงวดสุดท้ายไว้ แต่โน้ตก็ปากเสียเองที่ไปบอกว่าต้องไปเดี่ยวฟรี ไม่ได้อะไรเลย ออกอากาศ พูดจิกกัดให้มันเป็นเรื่องตลก แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง

(ถ้าเรื่องเดี่ยวที่อเมริกาจริงหรือไม่จริงอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ผมไม่เคยพบเจอSTAFFคนไหนที่ร่วมงานกับโน้ตแล้ว รู้สึกประทับใจเลยสักคน ต่างกับซูเปอร์สตาร์ตัวจริง อย่างทาทายัง บี้ เดอะสตาร์ เบิร์ด ธงไชย)

 

ถึงโน้ตจะมีชื่อเสียงระดับที่คนดังในประเทศไทย ทั้งหลายต้องมาดูโชว์ของเขา แต่เขาอาจจะพบว่าทำไมเขาทำอะไรมาตั้งมากมายขนาดนี้ ดังขนาดนี้ แต่ไม่รู้เรื่องเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจเลย แถมยังไม่รวยเหมือนที่ควรจะรวยด้วย อาจจะมีกินมีใช้ แต่ก็มีค่าใช้จ่าย และความรับผิดชอบที่ต้องดูแล ถ้าไม่ทำเดี่ยว ไม่แสดงหนัง เงินที่มีอยู่ก็หมดอยู่ดี

 

โน้ต จึงเริ่มมีความสนใจธุรกิจมากขึ้น เพราะรู้ว่าเดี่ยวไมโครโฟนนั้น สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ยั่งยืน สักวันก็ต้องมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ อายุของโน้ตก็มากขึ้น คงไม่สามารถทำแบบนี้ไปจนอายุ 60 ได้แน่นอน จึงเริ่มมองหาความมั่นคงทางการเงิน สะสมทรัพย์สินอย่างที่ดิน และอยากมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สามารถใช้เงินทำงานได้

 

การมาพบกับคุณตัน จึงเหมือนตอบโจทย์ของเขาได้อย่างลงตัว กับคนที่มีความลุ่มลึกในธุรกิจ และการตลาดขั้นเทพ เหมือนคนที่อยู่บนจุดสูงสุดแล้ว แต่กลับได้พบอาจารย์ที่จะชี้นำทางเขาต่อได้ ย่อมมีความสุขใจยิ่งนัก

 

ตอนต่อไปจะเล่าถึงการวางแผน และจังหวะในการมาเป็นคู่หู ตัน-โน้ต ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

ถ้าดีช่วยคอมเม้นต์เยอะๆด้วยนะครับ จะได้เป็นกำลังใจให้ผมเขียนต่อหน่อย

ตัน – โน้ต ความลงตัวของคนรวยอยากดัง กับคนดังอยากรวยมาเจอกัน (ตอนที่ 1)

ก่อนเขียนบทความซีรี่ย์วิเคราะห์เรื่องนี้ ผมขอเปิดใจกับผู้อ่านทุกคนก่อนว่า ผมคิดในมุมมองของธุรกิจ การตลาด ความต้องการของมนุษย์ และความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์ คุณตัน และคุณโน้ตเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆคน ย่อมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในโต๊ะอาหาร ในบ้าน ในออฟฟิศ เพียงคำพูดเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยในที่สาธาณะหรือเปล่าก็แค่นั้นเอง

มื่อผมเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา ก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองจะเขียนลงทั้งหมดต่อไปนี้ด้วย ดังนั้นทุกคอมเม้นต์ ทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบก็จะไม่มีการลบใดๆทั้งสิ้น แต่อาจจะเข้ามาตอบเพื่อชี้แจงเป็นบางข้อ

ทำไมคนถึงยกย่องคุณตันให้เป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต และทำธุรกิจ
ถ้าถามถึงมหาเศรษฐีที่สร้างตัวจากศูนย์จนรวยมีเงินสดระดับพันล้าน ในรอบ20ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าคงจะมีแค่คุณตันคนเดียวเท่านั้น เริ่มจากไม่มีอะไร และใช้ความ “ใจสู้” ไม่ยอมแพ้กับวิกฤตในชีวิต และจากประวัติที่เขาเขียนไว้ในหนังสือ และtalk showมาแล้วมากมาย สิ่งที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้เพราะประสบการณ์ที่ “เคยล้ม” มาก่อน ซึ่งมันตรงใจกับคนสมัยปัจจุบันที่อยากจะรวย หรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพียงแต่ไม่อาจหาหนทางของตัวเองได้ชัดเจน เพราะต้องปัจจัยรอบตัวมีเต็มไปหมดในการที่ทำให้คนเราไปถึงจุดหมายปลายทาง เช่น ครอบครัว การศึกษา เจ้านาย บริษัทที่ทำงาน สายธุรกิจที่ทำ เพื่อนฝูง ทำเลที่ตั้ง ฯลฯ

 

คุณตันจึงเป็นเหมือนต้นแบบ เป็นแนวทางไว้ให้คนที่คิดจะเริ่มทำอะไรจากศูนย์ได้เริ่มก้าวเดินไป เป็นกำลังใจให้ในยามท้อแท้ หนทางมืดมน เพราะเส้นทางความสำเร็จของคุณตันในวันนี้ผ่านจากการสะสมประสบการณ์ทำงานตั้งแต่อายุ 17 ปี

ถ้าถามว่าเศรษฐีรุ่นใหม่ รวยเป็นพันล้านก็มีเยอะแยะ ทำไมคุณตันต้องเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด
ถ้าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่าเพราะคุณตันสร้างตัวมากจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอย่างแท้จริง “รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย เรียนไม่เก่ง” คือคำที่คุณตันใช้อธิบายตัวเองในวัยเด็กทุกครั้งที่ได้ออกสื่อ

ไม่น่าแปลกใจที่ประโยคดังกล่าวมันจะโดนใจหลายๆคน ที่เป็นคนธรรมดา บ้านไม่รวย หน้าหน้าก็ไม่ดี เรียนก็เรียนไม่เก่ง แต่คนอย่างคุณตันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถประสบความสำเร็จได้ แถมยังมีเมียสวยอีกด้วย

ในยุคหลังวิกฤตปี 2540 อาจจะมีเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านเกิดใหม่มากมาย แต่ถ้าย้อนดูประวัติแล้วก็จะพบว่า ต้องมีบางอย่างที่ต้นทุนพิเศษ ที่ต่างกับคุณตัน เช่น เป็นทายาทธุรกิจขนาดใหญ่, มีมรดกเก่าหรือทุนให้เริ่มต้นธุรกิจ , มีญาติเป็นนักการเมือง, พ่อแม่เป็นผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ, มีการศึกษาในสถาบันชั้นนำมาตั้งแต่เด็ก, เป็นเพื่อนกับลูกเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ หรือที่เขาเรียกว่าไฮโซ หรือมีความสามารถความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบกูรูฯลฯ

ผมพูดถึงคนที่สร้างตัวเองจากศูนย์ในยุค20ปีที่ผ่านมา ที่มีเงินสดเป็นระดับ “หนึ่งพันล้านบาท”ขึ้นไป มีไม่เยอะนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นความรวยจากมูลค่าของทรัพย์สิน เช่น เป็นเจ้าของที่ดินในทำเลทองที่มีราคาประเมินสูงลิ่ว เป็นมูลค่าของโรงงานและเครื่องจักรอันทันสมัย เป็นเจ้าของตึกออฟฟิศ เป็นธุรกิจที่มียอดขายระดับพันล้านขึ้นไปต่อปี ซึ่งหาใช่เงินสดในมือ บางทีธุรกิจอาจจะใหญ่โต แต่ว่าก็เป็นเงินหมุนเวียนจากการค้าขาย กู้จากธนาคารบ้าง อยู่ในหุ้นที่ได้มาเป็นมรดกบ้าง ซึ่งคนที่มีทรัพย์สินแบบนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งวัดฝีมือในธุรกิจได้ยาก ต่างจากทรัพย์สินที่เป็นเงินสดที่วัดกันได้ชัดเจนกว่า เพราะคนขับโตโยต้าอาจจะมีเงินสดเยอะ คนขับเบนซ์อาจจะเป็นหนี้บานก็ได้ แต่ก็อย่างว่าครับ คนสมัยนี้ชอบมองกันที่เปลือกครับ ลืมคิดไปว่าเงินสดนี่คือของจริงครับ ผมหมายรวมถึงทรัพย์สินอื่นๆที่เปลี่ยนสภาพเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย (ที่เรียกว่าสภาพคล่องสูง) เช่นทองคำ หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นต้น

 

ตอนเริ่มต้นคุณตัน ไม่มีอะไรเหนือกว่าคนทั่วไปในสังคมตอนนี้เลย ไม่มีทั้งเงินทุน ไม่มีใบปริญญาบัตร แต่ที่ก้าวมาได้ไกลขนาดนี้เพราะ “ใจ” ล้วนๆ ทั้งใจสู้ ใจถึง และการตัดสินใจที่เฉียบขาด รวดเร็ว และรักษาความสมถะเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด


ในเรื่องความร่ำรวยนั้น คุณตันมีเหลือเฟือแล้ว ความมีชื่อเสียงก็ถือว่าพอตัว น่าจะมีคนไทยรู้จักหน้าค่าตาคุณตันมากกว่าดาราบางคนด้วยซ้ำไป แต่อะไรที่ทำให้คุณตันเปลี่ยนไป สร้างตัวเองเป็นแบรนด์อีกแบรนด์หนึ่ง ผสมลงตัวกับโน้ต อุดมได้อย่างลงตัว ต้องค่อยๆติดตามกันไปครับ


ผมไปดูหนังเรื่องกวนมึนโฮเพียงลำพัง รอบดึกสุดที่เมเจอร์พระราม3 เป็นหนังโรงที่ได้ดูเป็นเรื่องที่ 2 ในรอบปี เพราะความโสด และงานที่ยุ่งมากมาโดยตลอด รู้แค่ว่าเรื่องนี้ไปถ่ายที่เกาหลี และเป็นหนังGTHน่าจะได้อารมณ์ระลึกถึงความหลังครั้งไปเที่ยวเกาหลีบ้าง



แล้วผมเคยมีประสบการณ์ส่วนตัวคล้ายกับหนังเรื่องนี้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตัวเอกทั้งสองคนมีประเด็นที่สะท้อนประสบการณ์หลายอย่างด้วยกัน ทั้งเรื่อง โสด คบแฟนมานาน อยากแต่งงาน การโกหก ฯลฯ ที่ทำให้ผมอินกับเรื่องนี้ทันทีตั้งแต่เปิดเรื่อง



ตัวบทหนังทำได้กระชับดีมาก เข้าใจได้ทันทีเลยว่าด่างกับเม(รัย)มาสนิทกันได้อย่างไร โดยตัดคำพูดกับเหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นทิ้งทั้งหมด เพื่อให้ทุกอย่างมาโฟกัสที่สองคนนี้เท่านั้น



http://img.kapook.com/image/movie/1472928046.jpg" alt="">



อารมรณ์ เหงาๆ เศร้าๆ บรรยากาศมันพาไปจริงๆ แบบที่นางเอกบอก ความโรแมนติกมันก็เกิดขึ้นเองได้ไม่ยากหากใครเจอสถานการณ์แบบนี้ สำหรับผมมันก็เป็นความประทับใจที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็คงไม่ลืมเลือนกันทั้งคู่



ในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิด คนทั้งคู่ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้ไปในสถานที่ซึ่งไม่เคยไป กับคนที่ไม่เคยรู้จัก มันเป็นเหมือนช่วงเวลา ณ จุดๆเดียวที่ถูกหยุดไว้ในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น



มันจึงเป็นความสุขที่ประทับใจและยากจะลืมเลือนจริงๆ



แต่ถามว่าเรียกว่ารักไหม แบบที่พระเอกพูด ผมก็คงคิดว่าไม่ใช่แน่นอน



สำหรับผม การไม่ด่างกับเมไม่ลงเอยกันนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะ



สำหรับคนบางคนก็เหมาะกับการเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีตลอดชีวิตมากกว่า





หนังของGTHถึงจะเป็นหนังตลาดที่เอาใจคนส่วนใหญ่ แต่ก็ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของความรัก

ไม่มีหนังเรื่องไหนที่พระเอกกับนางเอกลงเอยด้วยกันแบบชัดเจน Happy Ending แบบตอนจบเป็นแฟนกัน



ถึงเป็นแฟนกัน ความรักของคนสองคนก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ดังนั้นปล่อยให้คนดูเป็นฝ่ายเลือกที่จะคิดเองดีกว่า



เพราะมุมมองของเรื่องความรัก คุณต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าอะไรจะทำให้คุณมีความสุขที่สุด



ส่วนประเด็นเรื่องก้อย และแฟนนางเอกที่ดูเหมือนว่าจะถูกลืมเลือนได้ง่ายเหลือเกินนั้น ผมคิดว่าผู้กำกับก็เขียนบทอธิบายไว้ชัดเจนดีครับ



ความเป็นจริงถ้าใครเจอสถานการณ์แบบนี้ แล้วเลย "จุดที่ตัดใจได้" ไปแล้ว มันก็ยากที่จะหวนกลับจริงๆ

บางคนตัดใจได้ช้าแบบพระเอก บางคนก็ตัดใจได้เร็วแบบนางเอก เพราะประสบการณ์ของคู่ใครก็ไม่เหมือนกัน



จุดที่ตัดใจได้ของนางเอกนั้น หากตั้งใจฟังดีๆตอนที่แฟนเมโทรมาด่านั้นและขอเลิกนั้น ผมไม่ได้ยินคำว่า "ขอโทษ" ออกจากปากนางเอกแม้แต่คำเดียว ซึ่งชัดเจนมากว่าคนเขียนบทเข้าใจอารมณ์ผู้ชายมากกว่าเวลาฟิวส์ขาดมันก็เป็นเช่นนี้แหละ



และตลอดเรื่องแฟนเธอก็ไม่ได้โทรกลับมาอีกเลย เพราะการมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับเรื่อง "การโกหก" ไม่เหมือนกัน ฝ่ายหญิงก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไรเลยเช่นกัน ไม่คิดว่าจะทำให้แฟนเขาคิดมากขนาดไหน จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ต้องจบกันแบบนี ถือเป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย



ฉากที่ก้อยมาหาด่างที่เกาหลี จึงเป็นจุดที่ทำสร้างน้ำหนักให้เท่าเทียมกับสิ่งที่เม(รัย)ทำให้แฟนเธอต้องเสียใจบ้าง



จุดตัดใจของพระเอกอยู่ที่ได้รับรู้ว่าก้อยกำลังจะแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ทำให้ความหวังเล็กๆที่ยังเหลืออยู่พังทลาย ถึงก้อยจะกลับมาหาด้วยโปสการ์ดแผ่นเดียว แต่เมื่อทุกอย่างมันเป็นอดีตก็คือดีตจริงๆ ด่างอยากแต่งงานเพราะอยากคืนดีกับแฟนหรือเพราะอยากแต่งจริงๆแน่ไม่มีใครรู้



เมื่อเจอเหรียญจากคาสิโนความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ข้างในจึงระบายออกมา และเป็นการที่ก้อยไปตกลงใจแต่งงานกับคนอื่น และไม่ยอมติดต่อกับพระเอกมาตลอดหนึ่งปี ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่เธอได้ทำกับด่างได้อย่างสมเหตุสมผล


 



สำหรับตอนจบของผม

นางเอกเลือกที่จะเก็บพระเอกไว้เป็นความทรงจำที่ดีมากกว่า ที่จะมาลงเอยเป็นคนรักจริงๆ ส่วนพระเอกถึงจะออกอาการเหมือนตามหานางเอก แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าตามมาตั้ง 1 ปี น่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้มากมาย



คนที่โทรศัพท์ไปหาพี่อ้อยกับพี่ฉอดในClub Fridayไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหา และไม่ใช่ขอคำปรึกษา พวกเขามีคำตอบในใจเรียบร้อยหมดแล้ว คือ การแค่เพียงอยากจะระบายให้คนอื่นฟัง แล้วมีความรู้สึกว่าโล่งใจที่มีคนฟังเรื่องของตัวเองเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นว่าต้องให้คนนั้นฟังอยู่ด้วยหรือเปล่า แต่หนังก็ทำให้จบFeel goodด้วยการให้นางเอกมาบังเอิญฟังพอดีเท่านั้นเอง


 



ถ้าพระเอกเลิกกับก้อยแล้ว อยากจะรู้จักชื่อนางเอกจริงๆ ผมบอกได้เลยว่าง่ายแสนง่าย

เพียงแค่ให้คนที่พูดเกาหลีได้ โทรกลับไปที่โรงแรมที่เคยพัก บอกห้อง และวันเวลาที่ check in ก็สามารถหาชื่อนางเอกได้ไม่ยากแล้วจากสำเนาของpassport ขนาดจัดการคุยให้บ๋อยมาเป็นเบยองจุนยังทำได้เลย



ความรัก ไม่จำเป็นต้องลงเอยกันด้วยการเป็นแฟน มันมีรูปแบบที่หลากหลายกว่านั้น เกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้หมด



ในชั่วชีวิตคนหนึ่ง เรามีเวลาเพียงแค่สั้นๆ ที่จะเรียนรู้ความรักได้บางรูปแบบเท่านั้นเอง

รู้แค่ว่าเพียงเก็บเธอไว้ในที่ๆมีความสุขที่สุดก็พอแล้ว และเขาสองคนก็จะเป็นความทรงจำที่ดีต่อกันและกันตลอดไป